หลอดเลือดและอวัยวะภายใน ต่างเกิดการอุดตัน
ลองนึกภาพ "แยมเชอร์รี่" หรือ "แยมราสเบอร์รี่" ดูนะครับ ถ้าคุณเป็นเบาหวาน หลอดเลือดของคุณก็จะมีสภาพ เหมือนแยมพวกนั้นเลย ผนังหลอดเลือดจะเต็มไปด้วยน้ำตาลเกาะแน่น จนแข็งตัว ผลที่ตามมาคือ หลอดเลือดจะ ตีบแคบลง และ ไม่ยืดหยุ่นอีกต่อไป หลอดเลือดฝอยเส้นเล็กๆ จะโดนทำลายก่อน ตามมาด้วยหลอดเลือดขนาดกลางและขนาดใหญ่ ปกติหลอดเลือดมีหน้าที่ส่งสารอาหารไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ แต่พอเลือดไหลเวียนไม่ดี ก็จะทำให้เกิด สารพัดโรคเรื้อรัง ตามมา
นี่คือวิธีที่โรคเบาหวาน "ทำลาย" ร่างกายของคุณ... จากภายในสู่ภายนอก:
สูญเสียการมองเห็น
โรคเบาหวานจะทำลายการมองเห็น ทำให้คุณ "ตาบอดถาวร" แม้แต่การทำเลเซอร์ ก็ไม่สามารถกู้คืนสายตาที่เสียไปแล้วได้ เพราะอาการเลือดออก จะส่งผลให้ จอประสาทตาลอก
ไตถูกทำลาย
น้ำตาลจะไปอุดตันทางเดินปัสสาวะ ทำให้สภาพภายในไต หวานเจี๊ยบ ไปหมด น้ำตาลพวกนี้เปรียบเสมือน "สารกันบูด" มันจะกักเก็บของเสียเอาไว้ในไต และค่อยๆ กัดกินทำลายไต ไปเรื่อยๆ โรคไตวายเรื้อรังเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะสุดท้าย... ไตของคุณอาจ "หยุดทำงาน" ถาวร
ข้อต่อยึดติด ขยับไม่ได้
ปกติแล้ว "น้ำเลี้ยงข้อ" คือตัวช่วยให้เราขยับร่างกายได้ แต่เมื่อเลือดไม่ถูกส่งไปเลี้ยง... น้ำเลี้ยงข้อก็จะหยุดผลิต ข้อต่อจะ แห้งผาก และเกิดการเสียดสีกัน ความเจ็บปวดจะรุนแรงจนคุณ ทนไม่ไหว... แม้แต่ยาแก้ปวดก็ เอาไม่อยู่ สุดท้ายข้อต่อจะ ล็อกตาย และคุณจะ เดินไปไหนมาไหนเองไม่ได้อีกเลย
ระบบประสาทหยุดทำงาน
ไม่ต่างจากอวัยวะส่วนอื่น... น้ำตาลในเลือดที่สูงจะเข้าไป ทำลายระบบประสาท เมื่อเวลาผ่านไป มันจะส่งผลให้ระบบประสาทรวน และทำให้ผู้ป่วย ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ คนไข้ต้องทนทุกข์กับ โรคซึมเศร้า และ หมดอาลัยตายอยาก ในชีวิต ไม่มีความสุขกับสิ่งที่เคยชอบทำอีกต่อไป จนความคิดเดียวที่เหลืออยู่ก็คือ... อยากตายให้มันจบๆ ไป
ผิวหนังเริ่มเน่าเปื่อย!
เริ่มจากผิวจะแห้งแตกและลอกเป็นขุย ต่อมาก็จะกลายเป็นโรคผิวหนังอักเสบ และร้ายแรงถึงขั้น เป็นมะเร็ง เมื่อผิวหนังเริ่มเน่าเปื่อย... กล้ามเนื้อและกระดูกข้างในก็ พลอยถูกทำลายไปด้วย ร่างกายจะเริ่มส่ง กลิ่นเหม็นเน่า ออกมา และในที่สุด... คนไข้ก็จะกลายเป็น "แผลเนื้อตาย" (Gangrene)
เบาหวานเป็นโรคที่ ร้ายกาจมากครับ ผมกล้าพูดได้เลยว่า มันคือโรคที่ อันตรายที่สุด ผมรู้สึกเห็นใจคนไข้ที่ต้องมาเจอกับโรคนี้จริงๆ ผมพยายามจะช่วยพวกเขาอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายแล้ว... ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกเขาเอง
นอกจากการกินยาเมทฟอร์มินแล้ว เราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อคุมระดับน้ำตาล? ลองนึกภาพถึง คนวัยเกษียณ สักคน ที่ต้อง ต่อสู้กับโรคเบาหวาน มานานหลายปี ระดับน้ำตาลในเลือดของเขาสูงขึ้นไม่หยุด สมมติว่าคนไข้คนนี้กินยาเมทฟอร์มินเป็นประจำ แต่ก็ยังรู้สึกป่วยและ อาการไม่ดีขึ้น ถ้าเป็นแบบนี้... คุณจะช่วยแก้ไขสถานการณ์นี้ได้อย่างไร? จริงๆ แล้ว... เรายังสามารถกลับมาควบคุมระดับน้ำตาลได้อีกหรือเปล่าครับ?
ดร. สมศักดิ์:
ผมขอย้ำอีกครั้งว่า เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคที่ซับซ้อนและอันตรายไปทั่วร่างกาย มันคนละเรื่องกับแค่เป็นไข้หวัดหรือท้องเสียเลยนะครับ... เบาหวานร้ายแรงกว่านั้นเยอะ! โรคนี้มันลามไปทั่วร่างกาย คุณจึงต้องรักษาแบบ "องค์รวม" การแค่เพิ่มระดับอินซูลิน มีแต่จะทำลายสุขภาพ และมันไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาครับ!
คุณต้องใช้วิธีผสมผสานเพื่อคุมน้ำตาล และควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ ทั้งช่วยลดน้ำตาลได้จริง และต้องปลอดภัยต่อร่างกายด้วย
ถ้าถามผมว่าตัวช่วยไหนที่ทำให้คุณคุมระดับน้ำตาลได้ด้วยตัวเอง ผมขอแนะนำให้ลอง "PureDia Diabet" ครับ สูตรนี้พัฒนาโดย ศูนย์ต่อมไร้ท่อแห่งสหรัฐอเมริกา (US Endocrine Center) ในปี 2023 มันไม่มีสารเคมีอย่างเมทฟอร์มินผสมอยู่เลย แต่มันคือ "สารประกอบจากธรรมชาติ" เพื่อต้านเบาหวาน ที่มีสารออกฤทธิ์กว่า 60 ชนิด!
ส่วนผสมอัดแน่นไปด้วย น้ำนมเหลือง (Colostrum), ผักเชียงดา, เห็ดหลินจือ, ถั่งเช่า รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 PureDia Diabet รวมสารสกัดสมุนไพรถึง 28 ชนิดจากทั่วโลก ไว้ด้วยกันครับ
เหตุผลที่ PureDia Diabet ได้รับการยอมรับอย่างมาก ก็เพราะมัน อ่อนโยนและปลอดภัย ต่อร่างกายคุณ แถมยังช่วยบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงขึ้น จุดเด่นคือ... มันส่งผลดีต่อโรคของคุณในทุกๆ ด้าน
ประสิทธิภาพของ PureDia Diabet ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอนครับ! หลังจากเราเริ่มแนะนำตัวนี้ให้คนไข้ อัตราการฟื้นตัว... หรือที่ผมเรียกว่า "การเอาชนะความแปรปรวนของน้ำตาลได้สมบูรณ์แบบ" ... เพิ่มสูงถึง 96% นั่นหมายความว่า ใน 100 คน มีถึง 96 คนที่หายขาด ร่างกายของพวกเขาปลอดจากน้ำตาลส่วนเกิน และกลับมารู้สึกแข็งแรงอีกครั้งครับ